แพทย์หญิงวันระวี ศิริรัตน์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ประจำโรงพยาบาลสุขสันต์ เปิดเผยถึงเคสผู้ป่วยหญิงสาวรายหนึ่งที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการแพทย์ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้หญิงอีกหลายคนถึงสัญญาณเตือนที่อาจถูกมองข้าม เธอได้เข้ารับการรักษาสำเร็จด้วยนวัตกรรมใหม่ แต่เรื่องราวเบื้องหลังกลับซับซ้อนและน่าตกใจกว่าที่คิด
ผู้ป่วยรายนี้คือ คุณอรอนงค์ วิริยะโชติ สาวออฟฟิศวัย 28 ปี จากย่านบางนา ที่ต้องเผชิญกับภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติและน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วมานานกว่า 3 ปี โดยไม่ทราบสาเหตุ เธอพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งตัดสินใจเข้าปรึกษาแพทย์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังและเริ่มมีขนดกผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนของภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS
คุณอรอนงค์รับทราบผลการวินิจฉัยด้วยความกังวล เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่เคยคิดว่าอาการเหล่านี้จะร้ายแรงถึงขั้นเป็น PCOS ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะมีบุตรยากในอนาคต แต่ด้วยการดูแลของแพทย์หญิงวันระวี เธอได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผสมผสานระหว่างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาหาร การใช้ยาควบคุมฮอร์โมน และที่น่าสนใจคือ การบำบัดด้วย ‘คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงทดลองและได้รับผลตอบรับที่ดี
หลังจากผ่านไปเพียง 3 เดือน อาการของคุณอรอนงค์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประจำเดือนเริ่มกลับมาเป็นปกติ น้ำหนักลดลง และอาการขนดกลดน้อยลง สร้างความประหลาดใจให้กับทีมแพทย์และตัวเธอเองเป็นอย่างมาก เคสของคุณอรอนงค์กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการรักษาสมัยใหม่และการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับภาวะ PCOS
เรื่องราวของคุณอรอนงค์นี้ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจสัญญาณผิดปกติของร่างกาย และไม่ควรรอดูอาการเพียงลำพัง การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะฮอร์โมนเพศหญิงที่ไม่สมดุล รวมถึงภาวะมีบุตรยากที่อาจตามมา
ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำว่า การรักษา PCOS นั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง สำหรับคำถามที่ว่า “เป็น PCOS รักษาหายไหม?” แพทย์หญิงวันระวีอธิบายว่า “แม้ PCOS จะไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการและใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไป ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถวางแผนการมีบุตรได้อย่างมั่นใจมากขึ้นด้วย”
